|
| |
|
| จากตำนานที่ว่า ครั้งสมัยพระศรีธรรมโศกราช ปกครองเมืองนครศรีธรรมราช มีทหารองครักษ์ของพระองค์มีชื่อว่า หลวงราม มีความเก่งกล้าทางด้านอาวุธ และไสยเวทย์ได้แอบชอบกับนางสนมนมวัง มีชื่อว่า นางพริ้ม ซึ่งผิดกฎมนเทียรบาลต้องโทษถึงกับประหารชีวิต ด้วยความกล้าโทษทัณฑ์ ทางอาญา ทั้งสองจึงหลบจากนครโดยมีจุดหมายปลายทางอยู่ที่บ้านเกิดของตนในจังหวัดตรัง เจ้าเมืองนครฯ สั่งให้ทหารติดตามจับกุม |
| หลวงรามกับนางพริ้ม หนีมาทางเรือมาลงที่บ้านบางจากในเขตอำเภอปากพนังในปัจจุบัน ได้แจวเรือขึ้นมาตามลำคลองสายเหนือซึ้งผ่านบ้านปากแพรก อำเภอเชียรใหญ่ มุ่งสู่อำเภอชะอวดได้ขึ้งเรือที่ท่าน้ำปากบางแล้วเดินเลียบฝั่งขึ้นตามลำคลองสายเหนือเพื่อมุ่งหน้าไปทางเขตพัทลุง ผ่านบ้านตาหนีควนตุ๊กตู่ ควนสมบูรณ์ปัจจุบัน เข้าทุ่งสามแพรกบ้านชายคลองสู่บ้านเขากอย |
| หลวงราม นางพริ้ม ก็ได้พบกับหลวงเดชกำลังต้อนควายอยู่หลวงรามก็เอาด้ามหอกปักลงบนพื้นเอาปลายหอกขึ้นแล้วขึ้นไปนั่งบนปลายหอกแล้วถามหลวงเดชว่าทางตรังไปทางไหนด้านหลวงเดชเห็นเช่นนั้นก็ปักไม้หมก ไม้เรียวที่ใช้เฆี่ยนควายลงบนพื้นดินแล้วขึ้นไปนั่งบนไม้หมกเช่นกัน หลวงรามเห็นหลวงเดชคนนี้เก่งวิชาไม่แพ้กันจึงเอ๋ยปากเป็นเกลอหลวงเดชจึงบอกทางให้ ตรงที่หลวงราม หลวงเดชแยกทางกันจากนั้นหลวงรามและนางพริ้มได้มาถึงวัดป่าพะยอม ก็บังเกิดคิดจะสร้างพระพุทธรูปไว้สักองค์หนึ่งโดยหันหน้าไปทางทิศตะวันตก ไปทางบ้านเกิดของตน จะได้คุ้มครอง ปกป้องให้พ้นภัยอันตรายจากการเดินทาง พอสร้างพระพุทธรูปปางมารวิชัยเสร็จแล้ว แต่ไม่ทันเฉลิมฉลองหรือเบิกเนตรทหารก็ตามมาทันเสียก่อน หลวงรามจึงออกอุบายให้นางพริ้มหนีไปทางด้านทิศตะวันตก ส่วนตัวเองหลอกหล่อไปทางทิศตะวันออก จนมาถึงวัดทุ่งเตงขณะนั้นวัดทุ่งเตงมีการแข่งว่าว แล้วบังเอิญหลวงรามลอดใต้ว่าวปักเป้าที่ผูกหางด้วยผ้าถุงผู้หญิงจึงทำให้อาคมพร่องลง และถูกทหารจับได้ ทหารพาหลวงรามเดินมาจนเหนื่อยล้าจนกระทั่งทั้งเดิน ทั้งคลาน ต่อมาเรียกว่าบ้านเดินคลาน หรือโดนคลาน จนเมื่อได้หยุดพักพอสบโอกาสหลวงรามก็แอบเอาเครื่องรางของขลังไปบังตาไว้ที่บ้านเกาะหมู (ปัจจุบันอยู่ใกล้วัดเกาะขันธ์) |
| ในสมัยนั้นการเดินทางที่ยากลำบาก ทำให้ทหารไม่อยากพาหลวงรามไปชำระคดีถึงเมืองนครฯ จำจับหลวงรามและนางพริ้มประหารเสียที่บ้านเกาะร้าว ปัจจุบันตรงนั้นมีศาลเป็นอนุสรณ์ไว้ชาวบ้าน เรียกว่า ศาลเทวดา บริเวณที่เสียบหัวหลวงรามกับนางพริ้มปัจจุบันเรียกว่าบ้านไม้เสียบ ส่วนเลือดของหลวงรามใส่อ่างทอง เลือดนางพริ้มใส่อ่างเงิน นำอ่างทั้งสองใบมาลอยน้ำ อ่างทั้งสองใบมาจมที่ชาวบ้าน ปัจจุบันเรียกว่าบ้านวังอ่างและทุกวันพระ ๘ ค่ำ ๑๕ ค่ำ อ่างทั้งสองใบจะลอยขึ้นมาให้ชาวบ้านละแวกนั้นได้เห็นชาวบ้านได้สร้างศาลเทดาวังอ่างนับถือจนทุกวันนี้ |
| อีกตำนานหนึ่ง |
เดิมที่มีสมภารที่เก่งทางด้านไสยเวทย์อยู่ ๔ รูป ต่างมาจากที่อื่น มาอยู่ที่วัดโดนคลานจึงผูกสมัครรักใคร่ทางธรรมจนเป็นพี่น้องร่วมสาบานกันประกอบด้วย
- ท่านสมภารบัวแก้ว (พ่อท่านในเขื่อน)
- ท่านสมภารบัวราม (พ่อท่านตาบอด)
- ท่านสมภารทองอยู่ (พ่อท่านวัดทุ่งเตง)
- ท่านสมภารบัวทอง |
| กาลต่อมาได้เกิดกินแหนงแคลงใจต่อกัน เหตุจากเรื่องวิวาทมาจากการถือศีล กินทาน เป็นสำคัญ ท่านสมภารบัวรามก็มาอยู่ที่วัดป่าพะยอม จะหันหน้าไปทิศตะวันตก ไม่ยอมลืมตาจนมรณภาพ ท่านสมภารทองอยู่ ไปทางวัดทุ่งเตง ท่านสมภารบัวแก้ว สมภารบัวทองอยู่วัดโดนคลาน
เมื่อปี ๒๕๒๕ พระครูภาวนาวิชาน วิ (ปลัดนันทโชติ) ได้สร้างวิหาร พร้อมตั้งชื่อใหม่ให้พ่อท่านตาบอด เป็นพ่อท่านทิพยเนตรตั้งแต่นั้นมา |
| |